สื่อสารสนเทศ



Coming Soon!


สื่อสารสนเทศ
มุมสุขภาพ
updated: 26.08.10
ความเป็นอัจฉริยะทางคณิตศาสตร์ ทางดนตรี หรือทางวาทะศิลปฺเคยเป็นสิ่งที่เราอาจเรียกว่าพรสวรรค์ หรือถ้าเรียกกันตามภาษาวิทยาศาสตร์ก็คือลักษณะเด่นทางพันธุกรรมของเรานั่นเอง แต่ขณะนี้ David Shenk นักเชียนชาวอเมริกันเกี่ยวกับด้านพันธุกรรมกำลังตั้งคำถามว่าความเป็นอ้จฉริยะสามรถเกิดจากการฝึกฝนได้หรือไม่?
เริ่มต้นที่ขอสงสัยเกี่ยวกับธรรมชาติว่าจริงหรือ ที่พวกเรามีรหัสพันธุกรรมที่จะบ่งชี้ว่าเราจะมีจุดเด่นหรือด้อยด้านใดบ้าง และการที่จะแก้จุดด้อยนั้นแทบเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ Shenk ได้ตั้งข้อโต้แย้งว่าความคิดเช่นนี้กำลังทำให้เราไม่ค่อยขวนขวายและกำลังมองข้ามความสามารถที่ซ่อนอยู่ไป "มันเป้นความเข้าใจผิดที่ยิ่งใหญ่มากเกี่ยวกับว่า อะไรคือความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ พันธุกรรมของเราไม่ควรจะมาเป็นตัวกำหนดว่าเรามีความพิเศษซ่อนอยู่มากแค่ไหน" เขากล่าว
ในหนังสือเล่มใหม่ของเขาชื่อ Genius in All of Us หรือ อัจฉริยะที่ซ่อนอยู่ในตัวเรา ซึ่งอธิบายถึงแนวคิดใหม่ที่กล่าวว่าพันธุกรรมของเราไม่ได้เป็นแค่เพียงพิมพ์เขียวจากธรรมชาติที่ไม่สามารถแก้ไขได้ แต่DNA ของเรากลับเป็นอะไรที่สามารถแก้ไขได้และเปิดรับต่อปัจจัยภายนอกเสมอ
สิ่งต่างๆในธรรมชาตินั้นมีการสื่อสารระหว่างกันอยู่ตลอดเวลา รหัสพันธุกรรมนั้นๆสามรถถูกเปิดหรือปิดเพื่อให้แสดงออกในระดับต่างกันขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมรอบตัวเรา รหัสที่ไม่ได้ใช้จะไม่ได้ถูกปิดถาวรเหมือนในความเชื่อเก่าๆแต่มันสามารถเป็นอะไรที่คอยอธิบายเกี่ยวกับสิ่งที่คนคนนึงได้พบเจอในช่วงชีวิตและถูกส่งต่อไปสู่รุ่นลูกหลานทางพันธุกรรม
มุมมองของ Shenk ก็คือถ้าเราสามารถกำกับควบคุมตัวแปรต่างๆที่มีผลกระทบจากรอบๆตัวเราได้เราก็อาจจะสามารถเอาชนะขีดจำกัดที่เราได้รับทางพันธุกรรมจากคนรุ่นก่อน เขายกตัวอย่างเกี่ยวกับความสามารถด้านดนตรีว่า "มีคนหลายๆคนพูดกับผมว่า'ผมเกิดมาโดยที่ไม่มีพรสวรรค์ทางดนตรีเลย' หรือ 'ดนตรีกับผมเกิดมาเป็นของคู่กัน' แต่ความจริงก็คือไม่มีใครหรอกที่เกิดมาแล้วมีความสามารถสูงในทันที แต่ทุกคนเกิดมาพร้อมความเป็นไปได้ที่จะเรียนรู้เพื่อจะมีความสามารถด้านอื่นๆ"
หลักฐานของการมี Perfect Pitch หรือการได้ยินที่สามารถแยกแยะความถี่เสียงออกได้อย่างแม่นยำ จะมีสัดส่วนที่สูงกว่าปกติในประชากรที่อยู่ในประเทศที่ใช้ภาษาที่มีการไล่โทนเสียงสูงต่ำ เช่น ภาษาจีน เพราะว่าโทนเสียงเป็นส่วนสำคัญในการดำรงชีวิต ยิ่งต้องใช้บ่อยผู้คนก็ต้องมีความชำนาญขึ้นเป็นธรรมดา หรือแม้แต่ทฤษฎีที่ว่าผู้คนบางชนชาติอาจมีความสามารถในด้านกีฒาแต่ละชนิดมากกว่าคนจากชาติอื่นๆ ก็อาจจะไม่จริงอีกต่อไป Shenk ได้ยกตัวอย่างความสำเร็จของนักวิ่งมารมธอนชาวเคนย่าว่าพื้นที่บริเวณนั้น การวิ่งได้ถูกปลูกฝังอยู่ในชีวิตประจำวันจนเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมไปแล้ว เพราะเด็กๆขาวเคนย่าอายุตั้งแต่ 7 ขวบขึ้นไปต้องวิ่งโดยเฉลี่ยน 8-10 กิโลเมตรต่อวัน
เขากล่าวเพิ่มว่า "มันมีมุึขตลกที่นักวิ่งฝีมือเยี่ยมชอบหยอกกันเล่นเสมอว่า นักกีฬาจากส่วนอื่นของโลกจะทำอย่างไรดีถึงจะสามารถเอาชนะนักวิ่งที่ทรงพลังจากเคนย่าได้? คำตอบก็คือ "ซื้อรถโรงเรียนให้พวกเขานั่งสิ" เราไม่ได้กำลังบอกกับคุณว่าใครก็ได้สามารถเป็นอะไรก้ได้ แต่คนที่เลือกที่จะยิ่งใหญ่จำเป็นต้องเลือกที่จะเชื่อว่าพวกเขามีความสามารถนั้นอยู่ในตัวอย่างแท้จริง หลังจากนั้นความสำเร็จก็ขึ้นอยู่กับ "ความพยายาม"
แม้กระทั้งบุคลิกส่วนตัวตเช่น ความดื้อรั้น หรือความมานะพากเพียร ก็มีความเป็นไปได้ที่จะช่วยส่งผลให้ประสบความสำเร็จในชีวิตมากกว่าจะคิดว่าพันธุกรรมของเราดีหรือแย่ด้านใดบ้าง เค้าอ้างอิงถึงบทความคลาสสิคของ Walter Mischel นักจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัย Stanford ถึงการหัดควบคุมตนเองตั้งแต่วัยเยาว์
ในการทดลองจากบทความ เด็กอายุ 4 ขวบได้รับแจกขนมมคนละ 1 ชิ้นและถูกให้เลือกว่าพวกเขาอาจจะกิน 1 ชิ้นทันที หรือรออีก 15 นาเพื่อที่จะได้รับชิ้นที่ 2 ปรากฏว่า 1 ส่วน 3 ทานมนทันที อีก 1 ส่วน 3 รอสักพักแต่พอทนไม่ไหวจึงทาน และส่วนที่เหลือเลือกที่จะอดทนรอให้ครบและได้รับชิ้นที่ 2 เป็นการตอบแทน และเมื่อนำคะแนนที่พวกเขาทำในโรงเรียนเมื่ออายุครบ 18 ปี มาวิเคราะห์ ศาสตราจารย์ Mischel ก็พบว่าเด็กที่รอจนสำเร็จสามารถทำคะแนนได้มากกว่าพวกที่เลือกได้รับการตอบแทนทันทีถึง 210 คะแนน ความหมายที่หลายคนวิเคราะห์ได้คือเด็กที่ควบคุมตัวเองได้ดีก็จะมีโอกาสประสพความสำเร็จมากกว่า แต่ผลวิจัยชิ้นต่อมาก็ชี้ว่าเด็กที่ใจร้อนขางคนก็ยังไม่สายเกินแก้และยังสามารถถูกฝึกสอนให้รู้จักรอและควบคุมตนเองเพื่อรอผลลัพธ์ที่ดีกว่าได้เช่นกัน Shenk กล่าวเพิ่มว่าพ่อแม่ทั้งหลายควรเข้าใจว่า "ทุุกๆครั้งที่เราเรียนรู้ว่าสิ่งใดที่เราสามารถสอนลูกเราได้บ้าง เราก็จะสามารถนำมาประยุกต์สั่งสอนหรือแนะให้ทำจนถึงขั้นที่เรียกได้ว่าสิ่งนั้นๆเป็นนโยบายของครอบครัวก็ได้"
Shenk ได้กล่าวว่าบางครั้งการที่บุคคลเอาแต่จ้องที่จีดจำกัดของตนเองรังแต่จะก่อกำแพงที่หนาที่สุดที่กันพวกเขาจากความสำเร็จหรือความอัจฉริยะ "มันมีวงเวียนเดิมๆที่เรามักใช้มองความสามารถอยู่ ยกตัวอย่างเมื่อเรามองใครสักคนที่ยิ่งใหญ่ เช่น David Beckham ผู้ถูกมองว่าเป็นนักฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ คุณก็จะมองว่าเขาช่างมีความสามารถห่างไกลจากคุณมากเหลือเกิน แล้วมันก็จะทำให้คุณคิดไปเองว่าคุณไม่มีทางเก่งแบบเขาได้แน่นอน" แต่ไม่ใช่ทุกคนหรอกที่จะเห็นด้วยกับความคิดของ Shenk "การจะมีมุมมองที่คิดว่าอัจฉริยะซ่อนอยู่ในตัวเราทุกคนนั้นมันช่างฟังดูเลิศหรูเหลือเกิน" กล่าวโดย Wendy Johnson ศาสตราจารย์ชั้นนำเกี่ยวกับด้านความอัจฉริยะและพันธุกรรมจากมหาวิทยาลัย Edinburgh "แต่มันเป็นความฝันลมๆแล้างๆโดยสิ้นเชิง ความจริงก็คือไม่มีใครรู้วิธีที่จะกระตุ้นและสร้างความอัจฉริยะให้เกิดขึ้น"
อย่างไรก็ตามศาสตราจารย์ Wendy Johnson ก็ยังเห็นด้วยตรงที่ว่าเราทุกคนนั้นมีความสามรถซ่อนอยู่ในตัวมากกว่าที่พวกเขารู้มากมายนัก ยกตัวอย่างด้านคณิตศาสตร์แต่ถ้าจะเอามาเหมารวมกับความเป็นอัจฉริยะนั้นก็อาจจะดูเป็นการฝันเกินจริง "เราสามารถสอนเด็กมัธยมทุกคนให้สามารถทำแคลคูลัสได้ แต่อัจฉริยะไม่ใช่การที่เราสามาระทำได้หรอก แต่มันคือการที่สามารถคิดค้นมันขึ้นมาเหมือนกับที่ Newton และ Leibiniz ได้ทำต่างหาก"
คำแนะนำของ Shenk
วิธีการแนะนำให้ลูกของคุณเป็นอัจฉริยะ
ความเชื่อมั่น ทุกอย่างเริ่มที่การเชื่อมั่นว่าเด็กทุกคนมีพรแสวงซ่อนอยู่เต็มเปี่ยมและก็ขึ้นอยู่กับพ่อแม่ที่จะยื่นมือเข้าช่วยเหลือพร้อมด้วยทรัพยากรต่างๆรอบตัว เป็นตัวอย่างในการควบคุมตนเอง ประพฤติในแบบที่คุณต้องการให้ลูกของคุณประพฤติ อย่าซื้อ ทาน หรือหยิบจับอะไรก็ตาม ทันทีที่ต้องการ ยิ่งคุณแสดงการควบคุมตนเองให้ลูกเห็นมากเท่าไร ลูกของคุณก็จะซึมซับเข้าไปได้มากเท่านั้น ฝึกฝน อย่าสนองทุกๆคำขอของลูกๆทันที ปล่อยให้พวกเขาเรียนรู้ที่จะจัดการกับความทรมานของการที่ต้องรอ และให้พวกเขาค้นพบเองว่าไม่มีอะไรเสียหายจากการรอ
วิธีการทำให้ตัวคุณเองเป็นอัจฉริยะมองหาจุดพร่องและขีดจำกัดของตนเองแล้วลืมมันซะ ถ้าระยะห่างจากความสามารถในปุยยุบันและความสามารถที่คุณใฝ่ฝันมันดูยิ่งใหญ่เท่าไรก็ยิ่งทำให้เป้าหมายดูแล้ว เป็นไปไม่ได้มากเท่านั้น ความยิ่งใหญ่ไม่ใช่แค่เดินก้าวเดียวพ้นจากความลำบาก แต่มันเป็นการเดินผ่านความลำบากทีละก้าวๆ ทีละก้าว ทีละก้าว และทีละก้าวเป็นร้อยๆ พันๆก้าวเล็กๆจนกระทั่งคุณถึงเป้าหมาย
รอรับผลตอบเทนในภายหลังและทนต่อความอัดอั้นที่ต้องรอ ในวัฒนธรรมผู้บริโภค เราเคยชินกับการจับจ่ายซื้อของต่างๆที่เราต้องการเดี๋ยวนั้น ซื้อ ทาน ชม คลิกกดในทันที แต่คนที่จะประสพความสำเร็จต้องเอาชนะกิเลสเหล่านี้ได้ หาฮีโร่ในดวงใจและให้พวกเขาชี้นำทาง ไม่ใช่แค่มองที่ผลงานอันยิ่งใหญ่ แต่ให้มองตั้งแต่จุดเริ่มต้นเล็กๆที่เขามี เพราะแม้แต่ไอน์สไตน์ยังเคยเป็นเพียงเสมียน หรือ โธมัส เอดิสัน ยังถูกไล่ออกจากโรงเรียนตั้งแต่ตอน ป.1 เพราะคุณครูนึกว่าเขาปัญญาอ่อน
เอกสารอ้างอิง:
TimesOnline วันที่ 24 มีนาคม 2553